วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562

องค์การการค้าโลก ( WTO )


WTO





ประวัติความเป็นมาขององค์กร💨

องค์การการค้าโลก ( World Trade Organization, WTO ) เป็นองค์การนานาชาติสังกัดองค์การสหประชาชาติ (UN) ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงทางด้านการค้าระหว่างชาติ เป็นเวทีสำหรับการเจรจาต่อรอง ตกลงและขจัดข้อขัดแย้งในเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางการค้าและการบริการระหว่างประเทศสมาชิก   องค์การการค้าโลกจัดตั้งขึ้นแทนความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์


 ประเทศสมาชิก💦

                         ปัจจุบันมีสมาชิก 164 ประเทศ เช่น รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย เวียดนาม ลาว และประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก WTO เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นสมาชิกลำดับที่ 59 มีสถานะเป็นสมาชิกก่อตั้ง


วัตถุประสงค์💨

· สนับสนุนให้มีการค้าเสรีระหว่างสมาชิก  โดยเปิดเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าเป็นรอบๆ
· ดูแลให้สมาชิกดำเนินการตามข้อตกลงทางการค้าที่มีต่อกัน
· เป็นคนกลางในการตัดสินข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ
· เพื่อพัฒนาระบบการค้าเสรีระหว่างประเทศ
· เพื่อกำกับการดำเนินการของประเทศสมาชิกให้เป็นไปตามข้อตกลงแกตต์ และองค์การการค้าโลก
· เพื่อเป็นเวทีเจรจาการค้าของประเทศสมาชิก
  

ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการรวมกลุ่ม💦

              การที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก WTO ทำให้มีตลาดที่เปิดกว้างขึ้น โดยสามารถทำการค้ากับประเทศสมาชิกอื่นในทุกภูมิภาคทั่วโลกได้อย่างเสรีและเป็นธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากหลักการและกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศของ WTO ช่วยในการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี รวมทั้งช่วยสร้างความโปร่งใสในระบบการค้า เสริมสร้างสมรรถนะในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ค้าและผู้ลงทุนทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าล่วงหน้าได้  และทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกจากการมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ตลอดจนได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้นและราคาถูกลง


ผลของการรวมกลุ่ม💨

¨ ประเทศสมาชิกมีสิทธิในการโต้แย้งหรือให้ข้อคิดเห็นในการจะออกกฎระเบียบของประเทศสมาชิกอื่น
¨ ผู้ประกอบการของประเทศสมาชิกได้รับทราบข้อมูลกฎระเบียบของประเทศสมาชิกอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ เพื่อการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
¨ ช่วยอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก
¨ ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามพันธกรณีของWTOอย่างเคร่งครัด

💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การบริหารจิต การเจริญปัญญา สติปัฏฐาน


การบริหารจิตและการเจริญปัญญา
 การบริหารจิต      
การบริหารจิต  หมายถึง การบำรุงรักษาจิตให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์  ซึ่งต่างกับการบริหารกาย เพราะการบริหารกายต้องทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอแต่การบริหารจิต จะต้องฝึกฝนให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งการฝึกจิตให้สงบ คือการทำสมาธินั่นเอง
สมาธิ หมายถึง ภาวะของจิตที่ตั้งมั่น กำหนดแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ เรื่องใดเรื่องหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ไม่ฟุ้งซ่านไปหาสิ่งอื่นหรือเรื่องอื่นจากสิ่งที่กำหนด ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งหรืออารมณ์เดียวและจิตตั้งมั่นนั้นจะต้องเป็นกุศล ลักษณะของสมาธิ คือ จิตจะเกิดความสงบ เยือกเย็น สบายใจ มีความผ่อนคลาย เอิบอิ่มใจ ปลอดโปร่ง และมีความสุข ในวันหนึ่ง ๆ จิตของเราคิดเรื่องต่าง ๆ มากมาย จิตย่อมจะเหนื่อยล้า หากไม่ได้มีการ  บำรุงรักษาหรือบริหารจิตของเราให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์ จิตจะอ่อนแอ หวั่นไหวต่อเหตุการณ์รอบตัวได้ง่าย เช่น บางคนจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาจนเกินเหตุ เมื่ออยู่ในอาการตกใจ เสียใจ โกรธ ดีใจ หรือเกิดความอยากได้ เพราะจิตใจอ่อนแอ ขุ่นมัว
การทำจิตใจให้ผ่องใสหรือการฝึกจิต คือ การฝึกจิตให้มีสติสามารถ  ควบคุมจิตใจให้จดจ่อกับสิ่งที่เรากระทำ โดยระลึกอยู่เสมอว่า ตนกำลังทำอะไรอยู่ ต้องทำอย่างไร พร้อมกับระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือมีสมาธินั่นเอง  เป็นการควบคุมจิตใจให้จดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่ง โดยไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าจะหยุดทำสมาธิ
วิธีปฏิบัติการบริหารจิต
1.เลือกสถานที่ที่เหมาะสม เช่น สถานที่ปลอดโปร่งไม่มีเสียงรบกวน
2.เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น ตอนเช้า ก่อนนอน เวลาที่ใช้ไม่ควรนานเกินไป
3.สมาทานศีล เป็นการแสดงเจตนาเพื่อทำใจให้บริสุทธิ์สะอาด
4.นมัสการพระรัตนตรัยและสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย
5.ตัดความกังวลต่างๆ ออกไป

 ขั้นตอนปฏิบัติ
  1. นั่งท่าสมาธิ คือ นั่งขัดตะหมาด เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาวางทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง ดำรงสติมั่น
  2. หลับตาหรือลืมตาก็ได้ อย่างไหนได้ผลดีก็ปฏิบัติอย่างนั้น
  3. กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก ลมหายใจกระทบตรงไหนก็รู้ชัดเจนให้กำหนดตรงจุดนั้น
  4. เมื่อลมหายใจ-ออก จะกำหนดภาวนาด้วยหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่บุคคลที่ปฏิบัติ
  5. ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนได้เวลาพอควรแก่ร่างกาย จึงออกจากการปฏิบัติ
  6. แผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลายการปฏิบัติระยะแรกๆ จิตอาจฟุ้งซ่าน สงบได้ยาก หรือไม่นาน ต้องใช้ความเพียรพยายาม หมั่นฝึกปฏิบัติบ่อยๆ จิตจึงจะค่อยสงบตามลำดับ ผลที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ จิตใจสงบ เยือกเย็น แจ่มใส เบิกบาน มั่นคง เข้มแข็ง  มีพลัง มีความจำดีขึ้น และที่สำคัญ คือ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

  

ประโยชน์ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา
มนุษย์มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ ร่าง กายและจิตใจ ในส่วนของร่างกายก็ทานอาหารที่ถูกหลักอนามัยและออกกำลังกายอยู่เสมอ จึงจะเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนจิตใจนั้นก็ต้องมีการเลี้ยงดูเหมือนกัน ถ้าจะให้จิตใจแข็งแรงก็ต้องมีการบริหารจิตใจการฝึกบริหารจิต เป็นการให้อาหารใจที่มีประสิทธิภาพ จิตใจที่ได้รับการฝึกสมาธิจะบริสุทธิ์ สะอาด มีคุณธรรม มีความเข้มแข็ง มีความผ่อนคลาย สงบสุข ควรแก่การพัฒนาทางด้านปัญญา คือ การอ่าน การฟัง หรือการศึกษาหาความรู้ในสิ่งต่าง ๆ โดยคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนจนเกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่เรียกว่า ปัญญา

ฝึกการบริหารจิตและเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน
สติปัฏฐาน 4 หมายถึง ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติหรือข้อปฏิบัติที่ใช้สติเป็นหลักในการคิดพิจารณา สิ่งทั้งหลาย แบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ
1. กายานุปัสสนา การใช้สติพิจารณากายให้เห็นตามความเป็นจริงของกาย นั้น ๆ การฝึกโดยใช้สติพิจารณากายและองค์ประกอบในกาย อาจฝึกได้ คือ 1) อานาปานสติ  2) อิริยาบถ  3) สัมปชัญญะ  4) ปฏิกูลมนสิการ 5) ธาตุมนสิการ 6) นวสีถิกา
2. เวทนานุปัสสนา  คือ การใช้สติกำหนดรู้อารมณ์ของเราเองที่เกิดขึ้น 3 อย่าง คือ ความรู้สึกทุกข์(ทุกขเวทนา) ดีใจเป็นสุข (สุขเป็นเวทนา)  และ ไม่ได้ดีใจไม่เสียใจ (อุเบกขาเวทนา) และมองเป็นเพียงอารมณ์ที่รับรู้และไม่ยินดีไปกับอารมณ์เหล่านั้น
3. จิตตานุปัสสนา คือ การมีสติพิจารณาจิต (ความคิด) ที่เกิดเศร้าหมอง หรือยินดีหรือการใช้จิตตัวเองกำหนดรู้และไม่ยินดีไปกับอารมณ์เหล่านั้น
4. ธัมมานุปัสสนา คือ การใช้สติกำหนดพิจารณาธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิต เป็นการพิจารณาธรรมเพื่อให้รู้ ใช้เป็นเครื่องระลึกไม่ให้เราผู้ปฏิบัติไปยึดมั่นถือมั่น


👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼

ฝึกบริหารจิตและเจริญปัญญาแบบอานาปานสติ
 อานาปานสติ แปลว่า การระลึกถึงลมหายใจเข้าออก คือ การฝึกใช้สติกำหนดลมขณะเข้าและออกในแบบต่าง ๆ  รวม ทั้งมีสติเห็นถึงการเกิดและดับของลมหายใจ โดยมีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้
1. เลือกสถานที่ให้เหมาะสม สงบเงียบ เหมาะต่อการปฏิบัติ
2. เวลาที่ใช้ในการปฏิบัติต้องกำหนดให้เหมาะสม
3. สมาทานศีล รับศีลจากพระ หรือสมาทานงดเว้นด้วยตนเอง เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติ
4. นมัสการพระรัตนตรัย สวดมนต์รำลึกถึงคุณ ของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
5. ตัดปลิโพธ คือ ความห่วงกังวลทุกอย่างให้หมดสิ้น ให้กำหนดเฉพาะการฝึกการบริหารจิตและเจริญปัญญาเท่านั้น โดยนั่งขัดสมาธิเหมือนพระพุทธรูปปางสมาธิแล้วกำหนดลมหายใจเข้าออก



👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼👼

การเจริญปัญญาตามหลักโยนิโสมนสิการ
          พระพุทธเจ้า ตรัสสอนให้เรารู้จักคิด การรู้จักคิด วิเคราะห์ วิจารณ์อย่างรอบด้าน ทำให้เกิดปัญญา จนแตกฉาน เรียกว่า  "โยนิโสมนสิการ"  โยนิโส แปลว่า ถูกต้องแยบคาย มนสิการ (มะนะสิกาน)  การกําหนดไว้ในใจ  แปลว่า ทำไว้ในใจ
โยนิโสมนสิการ หมายถึง การทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือการคิดถูกต้องตามความเป็นจริง มีไวพจน์อีก 4 คำ  ที่โยงเข้ากับโยนิโสมนสิการ คือ อุบายมนสิการ  ปถมนสิการ  การณมนสิการ อุปปาทกมนสิการ โดยอาศัยการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและคิดเชื่อมโยงตีความข้อมูลเพื่อนำไปใช้ต่อไป
          1. อุบายมนสิการ เป็น การคิดหรือพิจารณาโดยอุบาย คือ การคิดอย่างมีวิธีหรือถูกวิธี ซึ่งหมายถึง การเข้าถึงความจริง สอดคล้องกับแนวสัจจะ ซึ่งทำให้รู้สภาวลักษณะและสามัญลักษณะของสิ่งทั้งหลาย
          2. ปถมนสิการ เป็น การคิดถูกทาง ต่อเนื่องเป็นลำดับ หมายถึง ความคิดที่เป็นระเบียบตามหลักเหตุผล ไม่ยุ่งเหยิงสับสน จิตไม่แว็บติดพันในเรื่องนี้ แต่เดี๋ยวกลับเตลิดไปคิดอีกเรื่องหนึ่ง จิตยุ่งเหยิงนี้กระโดดไปมา ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่รวมทั้งความสามารถในการชักความนึกคิดไปสู้แนวทางที่ถูกต้อง
          3. การณมนสิการ เป็น การคิดอย่างมีเหตุผล เป็นการสืบค้นตามแนวความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัย พิจารณาสืบสาวหาสาเหตุ ให้เข้าใจถึงต้นเค้า หรือแหล่งที่มาซึ่งส่งผลต่อเนื่องตามลำดับ
          4. อุปปาทกมนสิการ การคิดการพิจารณาให้เกิดกุศลธรรม(กรรมดี) เช่น การพิจารณาที่ทำให้มีสติ หรือทำให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง เป็นต้น
          ไขความทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นเพียงการแสดงลักษณะด้านต่างๆ ของความคิดแบบโยนิโสมนสิการ ซึ่งการเกิดในแต่ละครั้ง อาจมีลักษณะครบทั้ง 4 ข้อ หรือเกิดครบทั้งหมด หรือเขียนลักษณะทั้ง 4 ข้อนี้สั้นๆ ได้ว่า คิดถูกวิธี   คิดมีระเบียบ   คิดมีเหตุผล   คิดเร้ากุศล
          โยนิโสมนสิการ การรู้จักคิดหรือคิดเป็นจึงเป็นทางเกิดปัญญา พระพุทธเจ้าได้แสดงโยนิโสมนสิการไว้ 10 วิธีด้วยกัน ในที่นี้ขอนำมากล่าวเพียง 2 วิธี คือ การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ และการคิดแบบวิภัชชวาท
          2.1 การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ
          การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ คือ แยกพิจารณาเป็นส่วนๆ เพื่อหาความสอดคล้องสัมพันธ์กันเป็นองค์รวมหรือระบบ หรือ ผล หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หรือ ปัญหาที่พบ ว่าองค์ประกอบใดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลหรือปัญหา การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบนี้มีความสำคัญมากเพราะถ้าฝึกคิดอยู่เป็นประจำ จะช่วยให้เกิดความชำนาญ ความเข้าใจและสามารถแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี สามรถนำมาประยุกต์ในการแก้ปัญหาชีวิตได้
         ตัวอย่าง 1 ก๋วยเตี๋ยวหมู ทำอย่างไร ก๋วยเตี๋ยวหมู ถึงจะอร่อย แล้วขายได้ดี มีกำไร
นำการขายก๋วยเตี๋ยวหมู มาพิจารณา ว่า ก๋วยเตี๋ยวหมูหนึ่งชาม มีต้นทุนเท่าไร แจกแจง ราคา ปริมาณ สิ่งที่ประประกอบเป็น ก๋วยเตี๋ยวหมูหนึ่งชาม ที่จะนำเสนอขาย รวมถึงปริมาณสิ่งของที่จะใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยวหมู จำนวนเท่าไรถึงจะอร่อย รสชาดเป็นอย่างไร ทำให้อร่อยคงไม่ยาก ถ้า ปริมาณขององค์ประกอบต่างๆ ที่ทำเป็นก๋วยเตี๋ยวหมู มีสัดส่วนที่พอดี ถูกใจลูกค้า ก็คงจะขายได้ดี หรือพิจารณาสถานที่ที่ทำการขายด้วย การขายได้ดี นั้น คงไม่ใช่จุดประสงค์หลัก ของการประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวหมู ถ้าขายถูกมีลูกค้ามาซื้อจนต้องรอคิวเข้าแถว แล้วขายหมดแต่ขาดทุน การประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวหมู ต้องถูกใจผู้ซื้อและผู้ขายมีกำไร สามารถประกอบกิจการ ให้ดำรงอยู่ได้
         ตัวอย่าง 2 ทำไมเราจึงสอบตกวิชาพระพุทธศาสนา
นำวิธีการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาของเรา มาพิจารณา ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง อาทิ โรงเรียน สภาพแวดล้อม เวลา ตารางสอน ครู ตัวเรา เพื่อน ตำราเรียน สิ่งที่เราได้รับมอบหมายให้ทำ แบบฝึกหัด การบ้าน การสอบ ฯลฯ แล้วส่วนใดที่เราสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ให้นำสิ่งนั้นมาพิจารณาหาจุดบกพร่อง ปรับปรุง แก้ไข อุดช่องว่าง ที่จะทำให้เราได้คะแนนน้อยลง หรือมีวิธีการใดอีกที่จะทำให้เราได้คะแนนเพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้ตัวเราและผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน
          2.2  การคิดแบบวิภัชชวาท
          การคิดแบบนี้มีประโยชน์มากในการที่จะตัดสินปัญหาอะไร มองปัญหารอบด้าน เป็นสามัญจักษุ ไม่มองปัญหาด้านเดียว พอมีปัญหาก็จะแยกแยะประเด็นออกไปแล้วค่อยวิเคราะห์ไปทีละประเด็น แล้วหาคำตอบให้ได้ว่าประเด็นนั้นควรจะเป็นอย่างไร ประเด็นนี้ควรจะเป็นอย่างไร ไม่ตัดสินเด็ดขาดลงไป คือปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น จะมีที่มา สะสมมา ก่อตัวมาเป็นลำดับๆ


วิธีการบริหารจิตและเจริญปัญญา สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ คุณภาพชีวิตและสังคม โดยสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างดี เช่น


- ด้านการควบคุมจิต   เพื่อสุขภาพจิตที่ดี คนเราถ้าได้รับการอบรมจิตจนเป็นสมาธิแล้ว จิตจะไม่ฟุ้งซ่านสงบดีและทำให้มีสุขภาพจิตที่ดี เมื่อเรามีสุขภาพจิตดีแล้วก็ย่อมส่งผลทำให้มีร่างกายและสติปัญญาดี
- ด้านการศึกษาเล่าเรียน   การนำการบริหารจิตไปใช้ในการศึกษา คือ เวลาที่เราเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือฟังครูสอนในชั้นเรียน ควรมีสติ มีสมาธิ จะทำให้เราสามารถทำความเข้าใจในการเรียนได้ดีขึ้น

- ด้านการทำงาน   หากทำงานอะไรก็ตาม ถ้ามีสติอยู่ตลอดเวลาจะช่วยป้องกันอันตรายได้เป็นอย่างดีเพราะเมื่อผู้ ปฏิบัติงานมีจิตใจที่สงบ ม่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้ปฏิบัติงานก็จะตั้งใจทำงานเหล่านั้นอบย่างเต็มกำลังจนงานสำเร็จไม่มีข้อ ผิดพลาด และงานนั้นก็ออกมาอย่างมีคุณภาพ

💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫💫

เฉลย Crossword
1. บริหารจิต
2. สติ
3. สติปัฏฐาน 4
4. สมาธิ
5. ธัมมานุปัสสนา
6. โยนิโสมนสิการ
7. จิตตานุปัสสนา
8. เวทนานุปัสสนา
9. กายานุปัสสนา

💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖